ล่าแสงเหนือให้สุด! รวมพิกัด10 สถานที่จุดหมายปลายทางสำหรับชมแสงเหนือที่สวยที่สุดในโลก ที่ต้องไปสักครั้งในชีวิต

Byadmin

Mar 20, 2025
พิกัดดูแสงเหนือที่ไหนดี

ช่วงนี้กระแสการท่องเที่ยวล่าแสงเหนือกำลังมาแรงกว่าที่เคย! ไม่ว่าจะเป็นนักเดินทางสายธรรมชาติ หรือแม้แต่ผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ล้วนต่างมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางยอดฮิตอย่าง ไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และอลาสก้า เพื่อสัมผัสความงดงามของแสงออโรราที่พาดผ่านฟากฟ้ายามค่ำคืน เทรนด์นี้ได้รับความนิยมมากขึ้นจากทั้งรีวิวสุดอลังการในโซเชียลมีเดีย และความตื่นเต้นของการตามล่าแสงเหนือที่ไม่สามารถคาดเดาได้ล่วงหน้า ทำให้สิ่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่หลายๆคนนั้น ต้องการไปเห็นด้วยตาตัวเองให้ได้สักครั้งในชีวิต

แต่แสงเหนือเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำไมต้องไปล่าแสงเหนือ? แล้วที่ไหนคือจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุด? บทความนี้จะพาคุณไปเปิดโลกแห่งแสงเหนือ พร้อมเหตุผลว่าทำไมคุณไม่ควรพลาด!

แสงเหนือคืออะไร? ทำไมต้องไปล่าแสงเหนือ?

แสงเหนือ หรือ Aurora Borealis เป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ธรรมชาติที่งดงามและน่าตื่นตาตื่นใจที่สุดในโลก เนื่องจากท้องฟ้าที่มืดมิดจะถูกฉาบด้วยแสงสีเขียว น้ำเงิน แดง และชมพู ดูแล้วราวกับม่านพลังงานจากจักรวาลที่พลิ้วไหวอยู่เหนือขอบฟ้า แต่คุณเคยสงสัยไหมว่า แสงเหนือเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำไมปรากฏการณ์นี้ถึงเกิดขึ้นเฉพาะบริเวณขั้วโลก และทำไมมันถึงเป็นสิ่งที่นักเดินทางทั่วโลกเฝ้าฝันที่จะได้เห็นสักครั้ง?

คำตอบทั้งหมดเริ่มต้นที่ ดวงอาทิตย์ นั่นเอง เพราะดวงอาทิตย์ นั้นคือ แหล่งพลังงานที่ยิ่งใหญ่ของระบบสุริยะ

พลังงานจากดวงอาทิตย์ กับจุดเริ่มต้นของแสงเหนือ

แสงเหนือไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทมนตร์บนฟากฟ้า แต่มันเกิดขึ้นจากกระบวนการทางฟิสิกส์อันน่าทึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับ พลังงานมหาศาลจากดวงอาทิตย์ และ สนามแม่เหล็กของโลก

ดร. เจฟ วาซิล (Dr. Geoff Vasil) นักวิจัยด้านฟิสิกส์ของดวงอาทิตย์จากมหาวิทยาลัยเอดินบะระ อธิบายว่าแสงเหนือเกิดจากปฏิสัมพันธ์ระหว่าง สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์และโลกไว้ว่า “ดวงอาทิตย์เปรียบเสมือนเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดมหึมา ที่เผาผลาญพลังงานมหาศาลจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน” ซึ่ง พลังงานที่เกิดขึ้นภายในแกนกลางของดวงอาทิตย์จะค่อย ๆ เคลื่อนออกมาสู่พื้นผิว และก่อตัวเป็น กระแสพาความร้อน (Convection Currents) ในชั้นบรรยากาศชั้นนอกของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของ สนามแม่เหล็กดวงอาทิตย์ และเนื่องจากดวงอาทิตย์เป็นวัตถุที่เต็มไปด้วยพลังงานแม่เหล็กมหาศาล บางครั้งมันจะปลดปล่อย อนุภาคพลังงานสูง ออกสู่อวกาศในรูปแบบของ ลมสุริยะ (Solar Wind) อนุภาคเหล่านี้พุ่งออกไปในทุกทิศทาง รวมถึงเดินทางตรงมายังโลกนั่นเอง

สนามแม่เหล็กโลก: เกราะป้องกันพลังงานจากจักรวาล

เมื่อลมสุริยะพุ่งชนโลก มันไม่ได้กระทบพื้นผิวโลกโดยตรง เพราะโลกของเรามี สนามแม่เหล็กที่ทรงพลังคอยปกป้องเอาไว้อยุ่
สนามแม่เหล็กโลก หรือที่เรียกว่า Earth’s Magnetic Field เกิดจากกระแสโลหะหลอมเหลวที่ไหลเวียนอยู่ในแกนชั้นนอกของโลก สนามแม่เหล็กนี้ทำหน้าที่คล้ายกับโล่ขนาดยักษ์ที่คอยเบี่ยงเบน อนุภาคมีประจุจากลมสุริยะ ออกไปจากโลก แต่ไม่ใช่อนุภาคทุกตัวที่ถูกเบี่ยงออกไป ทว่า บางส่วนสามารถเดินทางเข้าสู่สนามแม่เหล็กของโลก และถูกนำพาไปยังขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ แล้วเมื่ออนุภาคเหล่านี้เข้าสู่บรรยากาศชั้นบนของโลก พวกมันจะชนกับโมเลกุลของก๊าซในอากาศ และปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงหลากสี ทำให้นี่…คือที่มาของ แสงออโรรา (Aurora) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ แสงเหนือ (Aurora Borealis) และแสงใต้ (Aurora Australis) นั่นเอง

แล้ว แสงเหนือ แสงใต้ เกิดที่ชั้นบรรยากาศใด? มาดูกันเลย!

แสงเหนือ (Aurora Borealis) และแสงใต้ (Aurora Australis) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศของโลก แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าแสงเห่านั้น มันเกิดขึ้นที่ระดับความสูงเท่าไหร่ และเกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศไหนของโลก? วันนี้เราจะพาคุณมาหาคำตอบกัน

แสงออโรราทั้งสองชนิดเกิดขึ้นใน “ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere)” ซึ่งอยู่เหนือพื้นโลกประมาณ 80-600 กิโลเมตร โดยทั่วไปแล้ว ทั้งแสงเหนือและแสงใต้ส่วนใหญ่จะปรากฏที่ระดับความสูง ประมาณ 100-300 กิโลเมตร ซึ่งเป็นช่วงที่อนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์ชนกับอะตอมของออกซิเจนและไนโตรเจนในชั้นบรรยากาศ

เหตุผลที่แสงเหนือและแสงใต้ เกิดขึ้นในชั้นเทอร์โมสเฟียร์

  1. เป็นชั้นบรรยากาศที่มีอนุภาคมีประจุและโมเลกุลอากาศบางเบา – ทำให้เกิดการชนกันระหว่างอนุภาคจากลมสุริยะกับโมเลกุลของก๊าซในชั้นนี้
  2. เป็นเขตที่สนามแม่เหล็กโลกนำพาอนุภาคมีประจุไปสู่ขั้วโลก – ลมสุริยะที่เดินทางมาจากดวงอาทิตย์จะถูกเบี่ยงเข้าสู่ขั้วโลกเหนือและใต้โดยสนามแม่เหล็กโลก ทำให้เกิดแสงออโรราบริเวณขั้วโลกเป็นหลัก
  3. เป็นชั้นบรรยากาศที่อุณหภูมิสูงมาก – ถึงแม้ว่าอากาศจะบางเบา แต่อุณหภูมิอาจสูงถึง 1,500°C เนื่องจากการดูดซับพลังงานจากรังสีอัลตราไวโอเลตและอนุภาคพลังงานสูงจากดวงอาทิตย์

โซนที่แสงเหนือและแสงใต้เกิดขึ้นมากที่สุด

  • ชั้นเทอร์โมสเฟียร์ (Thermosphere): 80-600 กิโลเมตร
  • ชั้นเอกโซสเฟียร์ (Exosphere): 600 กิโลเมตรขึ้นไป ซึ่งในบางกรณีที่พายุสุริยะแรงมาก อนุภาคพลังงานสูงสามารถทำให้แสงเหนือแผ่ขึ้นไปถึงชั้นเอกโซสเฟียร์ได้
Aurora Borealis

แสงเหนือมีสีอะไรบ้าง? ไขความลับสีสันของ Aurora Borealis

แสงเหนือ (Northern Lights) ไม่ได้มีเพียงสีเขียวที่เราคุ้นเคย แต่ยังสามารถปรากฏให้เห็นเป็น สีแดง ชมพู ม่วง น้ำเงิน และเหลือง ได้อีกด้วย ซึ่งสีสันอื่นๆที่แตกต่างกันไปเหล่านี้เกิดจากอนุภาคมีประจุจากลมสุริยะที่พุ่งชนกับอะตอมและโมเลกุลในชั้นบรรยากาศของโลก ทำให้พวกมันปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปของแสงที่มีสีแตกต่างกัน

แล้วทำไมแสงเหนือถึงมีสีสันมากมาย?

แต่ละธาตุที่อยู่ในชั้นบรรยากาศของโลกจะมีคุณสมบัติในการปล่อยแสงที่แตกต่างกันไป โดยสีที่เราเห็นขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ คือ

  1. ชนิดของอะตอมที่ถูกชน
  2. ระดับความสูงของชั้นบรรยากาศที่เกิดการชน
  3. ระดับพลังงานของอนุภาคที่มาจากดวงอาทิตย์

มาดูกันว่า สีของแสงเหนือแต่ละสีเกิดจากอะไรบ้าง?

  • แสงเหนือ สีแดง หรือ “Blood Aurora” – เป็นความงามหายากของ ซึ่งเกิดจากออกซิเจนที่อยู่ในระดับความสูง มากกว่า 200 กิโลเมตร ซึ่งออกซิเจนที่ระดับความสูงนี้มีปริมาณน้อย การเกิดแสงสีแดงที่พบได้ยากนี้ต้องเกิดจากพายุสุริยะที่รุนแรงมากเพื่อให้มีอนุภาคพลังงานสูงพอที่จะเดินทางไปถึงระดับนี้ได้

ลักษณะของแสงเหนือสีแดง มักจะเห็นเป็นแสงสีแดงจางๆที่ทอดยาวเป็นริ้ว ๆ บนท้องฟ้า ที่ถูกเรียกว่า “Blood Aurora” เพราะดูเหมือนม่านสีเลือดที่แต่งแต้มท้องฟ้า สังเกตได้โดยที่เจ้าแสงสีแดงมักปรากฏเป็นเงาจางๆอยู่เหนือแสงสีเขียว

เมื่อไหร่จะเห็นแสงเหนือสีแดง?
ต้องเกิดพายุสุริยะที่รุนแรงมาก จึงพบได้ยากในแสงเหนือปกติ แต่สามารถเห็นได้ชัดในบางครั้งที่มีพลังงานสูงมากที่มีมาในบางช่วงเวลานั่นเอง

  • แสงเหนือ สีเขียว – เราต่างรู้กันว่า สีเขียวนั้นเป็น สีหลักของแสงเหนือ ซึ่งเกิดจากชั้นบรรยากาศบริเวณนี้มีออกซิเจนจำนวนมาก โดยออกซิเจนที่ระดับความสูง 100–200 กิโลเมตร มีโอกาสถูกชนสูง
    ออกซิเจนใช้เวลาปลดปล่อยพลังงานออกมาเป็นแสงสีเขียว มากกว่าครึ่งวินาที ซึ่งนานกว่าธาตุอื่นๆทำให้ตาของเรามองเห็นได้ง่าย จึงเป็นสีที่พบมากที่สุดนั่นเองลักษณะของแสงเหนือสีเขียวที่เป็นสีที่เห็นบ่อยที่สุด และมักปรากฏเป็นม่านแสงที่พริ้วไหว ซึ่งบางครั้งอาจเห็นได้เป็นริ้วสีเขียวที่มีขอบสีเหลืองเมื่อไหร่จะเห็นแสงเหนือสีเขียว?
    สามารถพบเห็นได้เกือบทุกครั้งที่เกิดแสงเหนือ และมักเป็นสีหลักที่เราสังเกตเห็นในรูปถ่ายต่างๆหรือพบเห็นในทุกสถานที่ยอดฮิตบนโลกก็ว่าได้
  • แสงเหนือ สีชมพู ม่วง และน้ำเงิน – เปรียบเหมือนของขวัญจากไนโตรเจน
    แสงเหนือสีเหล่านี้เกิดจากการมีไนโตรเจนที่ระดับความสูงประมาณ 100 กิโลเมตร ซึ่งพบได้น้อยมาก จะพบได้ก็ต่อเมื่อ ต้องมีพายุสุริยะที่รุนแรง และมีอนุภาคพลังงานสูงมาก โดยอนุภาคนั้น ต้องสามารถเดินทางผ่านออกซิเจนที่ระดับสูงลงมาถึงชั้นบรรยากาศที่มีไนโตรเจนจึงจะมีดอกาสได้เห็นแสงสีนี้ลักษณะของแสงเหนือสีชมพู ม่วง และน้ำเงิน มักปรากฏที่ขอบล่างของแสงเหนือสีเขียว โดยสีชมพูและม่วงเกิดจากไนโตรเจนที่ปลดปล่อยพลังงานในระดับที่แตกต่างกัน แต่ว่าสีฟ้าหรือน้ำเงินพบได้น้อยมาก เพราะต้องใช้พลังงานสูงกว่าปกติเมื่อไหร่จะเห็นแสงเหนือสีชมพู ม่วง และน้ำเงิน?
    พบได้ในช่วงที่ดวงอาทิตย์มีพลังงานรุนแรงมาก โดยมักปรากฏพร้อมกับแสงเหนือสีเขียวในปริมาณที่น้อยกว่า
  • แสงเหนือ สีเหลือง – เกิดจากการผสมของแสงสีเขียวและแดง เหตุผลที่บางครั้งเราอาจะเห้นแสงเหนือเป็นสีเหลือง ก็เพราะว่า เมื่อแสงเหนือมีพลังงานสูงมาก จะมีหลายสีเกิดขึ้นได้พร้อมๆกัน โดยแสงสีเขียวจากออกซิเจน และแสงสีแดงจากออกซิเจนที่ระดับสูงกว่าเมื่อเกิดการผสมกันแล้ว อาจเป้นอีกโอกาสที่ทำให้เราได้เห็นแสงสีเหลือได้ด้วยนั่นเองลักษณะของแสงเหนือสีเหลือง จะเป็นสีเหลืองอ่อนๆ ที่ปรากฏปะปนอยู่กับแสงสีเขียว โดยสีนี้จะไม่ใช่สีหลักของแสงเหนือ แต่สามารถเห็นได้ในบางคืนที่มีพายุสุริยะแรงเมื่อไหร่จะเห็นแสงเหนือสีเหลือง?
    มักพบได้ในช่วงที่ดวงอาทิตย์มีการแอคทีฟที่สูงมาก และมักเกิดขึ้นพร้อมกับแสงเหนือสีเขียวและแดง ใครที่อยากเห็นแสงสีเหลือง อย่าลืมเตรียมตัวเฝ้าสังเกตกันให้ดีๆในช่วงนั้นเลย
  • แสงเหนือที่เรามองไม่เห็น ได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลต และรังสีอินฟราเรด – ซึ่งนอกจากแสงเหนือสีที่ตามนุษย์สามารถมองเห็น แสงเหนือยังปล่อยแสงที่อยู่นอกเหนือขอบเขตการรับรู้ของสายตาเราอีกด้วย สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องหรืออุปกรณ์พิเศษเท่านั้น ซึ่งได้แก่ รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet – UV) ที่ถูกพบในแสงออโรราของดาวเคราะห์ดวงอื่น เช่น ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ส่วนรังสีอินฟราเรด (Infrared – IR) มักเกิดขึ้นพร้อมกับแสงเหนือที่ตามนุษย์มองเห็น แต่ตรวจจับได้โดยอุปกรณ์อินฟราเรดเท่านั้น

กัมมันตภาพสุริยะ (Solar Activity) กับเรื่องของแสงเหนือ

คุณเคยสงสัยไหมว่า อะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้แสงเหนือเกิดขึ้นได้มากหรือน้อยในแต่ละช่วงเวลา? ซึ่งหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเข้มข้นของแสงเหนือก็คือกัมมันตภาพสุริยะ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่มีอิทธิพลต่อทั้งระบบสุริยะ รวมถึงสนามแม่เหล็กของโลกเรา ความเข้มของแสงเหนือสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือเรื่องของ Solar Activity ซึ่งดวงอาทิตย์ของเรามีวัฏจักรสุริยะที่กินเวลาประมาณ 11 ปี ซึ่งส่งผลต่อความเข้มข้นของสนามแม่เหล็กของตัวมันเองด้วย

เมื่อวัฏจักรสุริยะถึงจุดสูงสุด หรือที่เรียกว่า สุริยะสูงสุด (Solar Maximum) สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์จะอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่สุด ทำให้เกิดพายุสุริยะบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น รวมถึงปรากฏการณ์ต่างๆ เช่น จุดดำบนดวงอาทิตย์ (Sunspots) เนื่องจากบริเวณที่มีสนามแม่เหล็กเข้มข้นบนพื้นผิวของดวงอาทิตย์ การปะทุของเปลวสุริยะ (Solar Flares) และการปลดปล่อยก้อนมวลออกมาจากบรรยากาศชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์ (Coronal Mass Ejections – CMEs) คือ การปลดปล่อยอนุภาคมีประจุพลังงานสูงออกสู่อวกาศ

ผลกระทบของพายุสุริยะต่อแสงเหนือ...จะเกิดอะไรขึ้นล่ะ?

โดยเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ได้เล่ากันไปเหล่านี้ ทำให้เกิดการปล่อยอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าจำนวนมหาศาลออกสู่อวกาศและพุ่งตรงมายังโลก ส่งผลให้เกิดพายุแม่เหล็กโลก ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการเกิดแสงเหนือ และทำให้แสงมีความเข้มมากขึ้น

โดย Dr Geoff Vasil ผู้ศึกษาเกี่ยกวับพฤติกรรมของดวงอาทิตย์ สาขาคณิตศ่สตร์ จากมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ อธิบายว่า “เมื่อสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์มาถึงโลก มันสามารถผลักสนามแม่เหล็กของโลกออกไปด้านหลัง จนเมื่อมันถูกยืดออกไปจนถึงจุดหนึ่ง สนามแม่เหล็กของโลกจะดีดกลับมาอย่างรวดเร็ว คล้ายกับหนังยางที่ถูกยืดแล้วปล่อย ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่าการเชื่อมต่อใหม่ของสนามแม่เหล็ก (Reconnection) ซึ่งจะปล่อยอนุภาคจำนวนมหาศาลเข้าสู่บรรยากาศชั้นบนของโลก ทำให้แสงเหนือมีขนาดใหญ่ขึ้นและสว่างขึ้น” ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็คือ… แสงเหนือที่สว่างขึ้น แผ่กว้างขึ้น และสามารถมองเห็นได้ในพื้นที่ที่ห่างจากขั้วโลกมากขึ้นกว่าปกติ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการชมแสงเหนือ

โดยทั่วไป ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และกันยายน-ตุลาคม ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการชมแสงเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง วสันตวิษุวัต (Spring Equinox) และศารทวิษุวัต (Autumn Equinox) ซึ่งเป็นช่วงที่กลางวันและกลางคืนมีระยะเวลาพอๆกัน ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะเรียกว่า Russell-McPherron Effect ตั้งชื่อตามนักวิทยาศาสตร์สองคนที่ค้นพบว่าแสงเหนือมีแนวโน้มจะแข็งแกร่งขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว เนื่องจากสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์และโลกมีปฏิสัมพันธ์กันในลักษณะที่เอื้อต่อการเกิดแสงเหนือ

สนามแม่เหล็กของวัตถุทุกชนิด รวมถึงดวงอาทิตย์และโลก มีขั้วเหนือและขั้วใต้ ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงขั้วแม่เหล็กตลอดทั้งปี ช่วงเวลาที่สนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์และโลกเรียงตัวในทิศทางตรงกันข้าม เช่น ในช่วงวิษุวัต จะช่วยให้อนุภาคจากลมสุริยะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกได้มากขึ้น ส่งผลให้แสงเหนือมีความเข้มข้นขึ้น

นอกจากนี้ ขั้วแม่เหล็กของโลกยังอยู่ในมุมฉากกับทิศทางการไหลของลมสุริยะในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งยิ่งช่วยเสริมความเข้มของแสงเหนือมากขึ้นด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์วิษุวัตเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์นำมาใช้พยากรณ์การเกิดแสงเหนือ ยังมีปัจจัยอื่นๆที่ส่งผลต่อความเข้มและความถี่ของแสงเหนือในแต่ละปีอีกด้วยเช่นเรื่องของพายุสุริยะ เป็นต้น

แสงเหนือ อยู่ประเทศอะไร?

สถานที่ที่เหมาะสมที่สุดในการชมแสงเหนือจะแตกต่างกันไปตามวัฏจักรสุริยะ ช่วงเวลาของปีและปัจจัยอื่นๆ แต่โดยทั่วไปแล้ว โอกาสในการมองเห็นแสงเหนือจะสูงขึ้นเมื่ออยู่ใกล้กับขั้วแม่เหล็กเหนือมากขึ้น นั่นก็เพราะว่าตำแหน่งของแสงเหนือสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามลมสุริยะ มีคำกล่าวอธิบายจากนักวิทยาศาสตร์ว่า ที่แสงเหนือมักเกิดขึ้นใกล้กับขั้วโลก เนื่องจากบริเวณนี้เป็นจุดที่อนุภาคสามารถเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกได้ง่ายกว่า แต่ภายใต้เงื่อนไขบางประการ แสงเหนือก็อาจจะมีโอกาสขยับเข้ามาใกล้เส้นศูนย์สูตรมากขึ้นได้เช่นกัน

บริเวณที่แสงเหนือเกิดขึ้นบ่อยที่สุด จะถูกเรียกว่า Annulus หรือ วงแหวนแสงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่รูปวงแหวนที่ล้อมรอบขั้วแม่เหล็กเหนือ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3,000 กิโลเมตร โดยประเทศที่อยู่ภายในบริเวณนี้ เช่น ฟินแลนด์ ไอซ์แลนด์ และแคนาดา ถือเป็นจุดที่ดีที่สุดในการชมแสงเหนือ อย่างไรก็ตาม หากกิจกรรมของดวงอาทิตย์รุนแรงพอ วงแหวนแสงเหนืออาจขยายออกไปถึงประเทศทางตอนใต้มากขึ้น เช่น สหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงสุริยะสูงสุด (Solar Maximum) ดังเช่นที่เคยเป็นข่าวมาในปี 2024 นั่นเอง

รวมพิกัด 10 จุดหมายปลายทางล่าแสงเหนือที่ดีที่สุดในโลก

การจะได้สัมผัสแสงเหนือที่ชัดเจนและสวยงามที่สุด ก็ต้องเดินทางไปยังสถานที่ที่เหมาะสมและอยู่ในช่วงเวลาที่ดีที่สุด ในโพสต์นี้ เราจะพาคุณไปรู้จักกับ 10 จุดหมายปลายทางล่าแสงเหนือที่ดีที่สุดในโลก ที่จะทำให้คุณมีโอกาสได้เห็นแสงเหนือแบบเต็มตา ไม่ว่าจะเป็นไอซ์แลนด์ นอร์เวย์ ฟินแลนด์ หรืออลาสก้า พร้อมกันแล้วหรือยัง ถ้าพร้อมแล้ว เตรียมตัวออกเดินทางไปล่าความมหัศจรรย์แห่งฟากฟ้ากันเลย!

Aurora-Iceland

1. ไอซ์แลนด์ (Iceland) ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง 🇮🇸

ไอซ์แลนด์ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดในโลกสำหรับการล่าแสงเหนือ ด้วยภูมิประเทศที่โดดเด่นซึ่งเต็มไปด้วยภูเขาไฟที่ยังไม่ดับลง น้ำพุร้อน ธารน้ำแข็ง และน้ำตกขนาดใหญ่ ทำให้ทิวทัศน์ที่มีแสงเหนือปรากฏขึ้นกลายเป็นภาพที่งดงามราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยาย

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • เรคยาวิก (Reykjavik) – เมืองหลวงที่สามารถมองเห็นแสงเหนือได้หากเดินทางออกจากเขตเมืองเพื่อหลีกเลี่ยงแสงไฟ
  • คีร์กจูแฟล (Kirkjufell) – ภูเขารูปทรงโดดเด่นที่มักปรากฏในภาพถ่ายแสงเหนือของไอซ์แลนด์
  • โจกุลซาลอน (Jökulsárlón Glacier Lagoon) – ทะเลสาบธารน้ำแข็งที่ทำให้แสงเหนือสะท้อนกับน้ำแข็งได้อย่างงดงาม

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • ทะเลสาบน้ำแข็ง (Jökulsárlón Glacier Lagoon) และไอซ์เบิร์กขนาดใหญ่
  • ภูเขาไฟและน้ำพุร้อน ที่ช่วยสร้างทิวทัศน์อันน่าทึ่ง
  • ถ้ำน้ำแข็ง (Ice Caves) ที่สามารถเข้าชมในช่วงฤดูหนาว

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: กันยายน – เมษายน

Aurora-Norway2

2. นอร์เวย์ (Norway) สวรรค์แห่งแสงเหนือ 🇳🇴
นอร์เวย์เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักล่าแสงเหนือ เพราะว่าถือเป็นประทเศที่เรียกได้ว่ามีโอกาสเห็นแสงเหนือได้สูงมากๆ และยังมีทิวทัศน์ที่งดงาม ทั้งแนวฟยอร์ดขนาดมหึมา หมู่บ้านชาวประมง และธรรมชาติที่บริสุทธิ์ที่ห้ามพลาดเลยทีเดียว

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • ทรอมโซ (Tromsø) – เมืองหลวงแห่งแสงเหนือที่มีโอกาสเห็นแสงเหนือได้เกือบทุกคืนในช่วงฤดูหนาว
  • หมู่เกาะโลโฟเทน (Lofoten Islands) – หมู่บ้านชาวประมงที่มีฉากหลังเป็นภูเขาหิมะและทะเลที่สะท้อนแสงเหนือได้อย่างสวยงาม
  • อัลตา (Alta) – เมืองที่มีฉายาว่า “City of the Northern Lights” เพราะเป็นสถานที่ที่มีการศึกษาปรากฏการณ์แสงเหนือมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • ฟยอร์ดสุดอลังการ ที่ทำให้การชมแสงเหนือมีมิติและสวยงามยิ่งขึ้น
  • หมู่บ้านชาวประมง ที่มีบ้านสีสันสดใสตั้งอยู่ริมน้ำ
  • Snow Hotel & Ice Domes โรงแรมที่สร้างจากน้ำแข็งที่ให้ประสบการณ์ไม่เหมือนใคร

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: กันยายน – มีนาคม

Aurora-Finland

3. ฟินแลนด์ (Finland) ดินแดนแห่งซานตาคลอสและกระท่อมน้ำแข็ง 🇫🇮
ฟินแลนด์เป็นประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องแสงเหนือ ที่มีการพัฒนาสถานที่พักและจุดชมแสงเหนือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในโลก ไม่ต้แงพูดถึงฉากหลังของที่พักเลย แน่นอนว่าถึงอากาศจะหนาวเย็นสุดขั้ว แต่รวมๆแล้วได้ความประทับใจกลับมาเต็มเปาแน่นอน ไม่ว่าจะเป็น กระท่อมน้ำแข็งแบบ Glass Igloo หรือกิจกรรมกลางแจ้งที่ให้คุณได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติขณะล่าแสงเหนือ เรียกได้ว่าคุ้มค่ากับประสบการณ์ชีวิตที่สักครั้งนึงต้องไปเยือน

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • โรวาเนียมิ (Rovaniemi) – บ้านเกิดของซานตาคลอส และเป็นหนึ่งในเมืองที่สามารถมองเห็นแสงเหนือได้บ่อยครั้ง
  • เลวิ (Levi) – จุดหมายปลายทางยอดนิยมที่มีทั้งลานสกีและรีสอร์ทสำหรับชมแสงเหนือ
  • อวาโล (Ivalo) – เมืองที่อยู่ทางเหนือของฟินแลนด์ มีโอกาสเห็นแสงเหนือชัดเจนโดยไม่มีมลภาวะแสงรบกวน

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • กระท่อมน้ำแข็ง Glass Igloo ให้คุณได้นอนชมแสงเหนือจากเตียงนอนอุ่น ๆ
  • ซาฟารีกวางเรนเดียร์ และการนั่งเลื่อนหิมะลากโดยสุนัขฮัสกี้
  • การอาบน้ำแร่กลางหิมะ (Arctic Spa) ประสบการณ์ผ่อนคลายในบ่อน้ำร้อนขณะชมแสงเหนือ

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: กันยายน – มีนาคม

Aurora-Sweden

4. สวีเดน (Sweden) ผืนป่าอาร์กติกที่สวยงาม 🇸🇪
สวีเดนเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สามารถมองเห็นแสงเหนือได้ชัดเจน โดยเฉพาะในภูมิภาคแลปแลนด์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล (Arctic Circle) พอดี ซึ่งนอกจากแสงเหนือแล้วสวีเดนยังมีป่าอาร์กติก ทะเลสาบน้ำแข็ง และโรงแรมน้ำแข็งที่ห้ามพลาดเลย ถือว่าเที่ยวทีเดียวได้หลายที่ ได้ประการณ์ใหม่ๆเพิ่มขึ้นอีก

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • อุทยานแห่งชาติอะบิสโก (Abisko National Park) – หนึ่งในจุดที่ดีที่สุดในโลกสำหรับชมแสงเหนือ เนื่องจากมีท้องฟ้าที่ใสสะอาดและมีโอกาสเห็นแสงเหนือได้เกือบทุกคืน
  • เมืองคิรูนา (Kiruna) – เมืองทางตอนเหนือของสวีเดนที่เป็นจุดตั้งของ Icehotel โรงแรมน้ำแข็งแห่งแรกของโลก
  • ทะเลสาบ Torneträsk Lake – ทะเลสาบที่กว้างใหญ่ซึ่งเป็นจุดถ่ายภาพแสงเหนือที่ได้รับความนิยมมาก

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • โรงแรมน้ำแข็ง (Icehotel) โรงแรมที่สร้างจากน้ำแข็งและถูกสร้างขึ้นใหม่ทุกปี
  • การเดินป่าชมแสงเหนือ ในอุทยานแห่งชาติอะบิสโก ที่มีความมืดสนิทและไร้แสงไฟจากเมือง
  • ซาฟารีกวางเรนเดียร์ และกิจกรรมขับสโนว์โมบิลผ่านป่าอาร์กติก

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: กันยายน – มีนาคม

Aurora-Canada

 5. แคนาดา (Canada) แสงเหนือบนอเมริกาเหนือ 🇨🇦
แคนาดาเป็นอีกหนึ่งในประเทศที่ดีที่สุดสำหรับการชมแสงเหนือ ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่ที่เต็มไปด้วย ธรรมชาติบริสุทธิ์ ทุ่งน้ำแข็ง และมีชื่อเสียงของเขตทุนดราสุดขั้ว โดยแสงเหนือในแคนาดาสามารถเห็นได้ในหลายพื้นที่ทางตอนเหนือ และถือเป็นหนึ่งในประเทศที่แสงเหนือปรากฏให้เห็นบ่อยที่สุดในซีกโลกตะวันตก

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • เยลโลไนฟ์ (Yellowknife, Northwest Territories) – เมืองที่มีท้องฟ้าปลอดโปร่งที่สุด ทำให้โอกาสเห็นแสงเหนือสูงมาก
  • ไวต์ฮอร์ส (Whitehorse, Yukon) – เมืองที่อยู่ท่ามกลางเทือกเขาและทะเลสาบน้ำแข็ง เหมาะแก่การถ่ายภาพแสงเหนือ
  • เชอร์ชิลล์ (Churchill, Manitoba) – จุดชมแสงเหนือที่มีฉากหลังเป็นธารน้ำแข็งและหมีขั้วโลก

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • ทุ่งน้ำแข็งและทะเลสาบน้ำแข็ง ที่สะท้อนแสงเหนือได้อย่างสวยงาม
  • กิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การล่าหมีขั้วโลกในเขตอาร์กติก
  • แคมป์ชมแสงเหนือ พร้อมกระท่อมแก้วที่ให้คุณได้นอนดูแสงเหนือแบบเต็มตา เต็มใจ เต็มอิ่มกันเลยกับที่นี่

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: สิงหาคม – เมษายน

Aurora-Alaska

6. อลาสก้า สหรัฐอเมริกา (Alaska, USA) แสงเหนือแห่งขั้วโลก 🇺🇸
อลาสก้าเป็นหนึ่งในดินแดนที่เต็มไปด้วย ธรรมชาติอันบริสุทธิ์และพื้นที่ป่าดิบชื้นของขั้วโลกเหนือ ด้วยอากาศที่หนาวจัดและมืดสนิทในช่วงฤดูหนาว ทำให้แสงเหนือสามารถปรากฏขึ้นได้อย่างชัดเจน

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • แฟร์แบงค์ส (Fairbanks) – จุดชมแสงเหนือที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอลาสก้า
  • เดนาลี (Denali National Park) – อุทยานแห่งชาติที่มีวิวทิวทัศน์ของภูเขาสูงและทุ่งหิมะ
  • โคลด์ฟุต (Coldfoot, Arctic Circle) – อยู่เหนือเส้นอาร์กติกเซอร์เคิล ทำให้มีโอกาสเห็นแสงเหนือสูง
  •  

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • แสงเหนือสะท้อนบนผืนน้ำแข็ง สร้างทัศนียภาพที่งดงามเหนือคำบรรยาย
  • การล่องเรือตัดน้ำแข็ง เพื่อชมวิวอาร์กติกที่สวยงาม
  • ขับสโนว์โมบิลและซาฟารีเลื่อนสุนัขฮัสกี้

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: สิงหาคม – เมษายน

Aurora-Russia

7. รัสเซีย (Russia) เสน่ห์แสงเหนือแห่งไซบีเรีย 🇷🇺
รัสเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สามารถมองเห็นแสงเหนือได้ โดยเฉพาะในภูมิภาคไซบีเรียและแถบอาร์กติกซึ่งมีอากาศหนาวจัดตลอดทั้งปี ซึ่งรัสเซียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจ และมีข้อดีในเรื่องของวีซ่า ที่เราสามารถไปเที่ยวได้ในระยะเวลา 30 วัน โดยที่ไม่ต้องขอวีซ่านั่นเอง อีกทั้งยังมีค่าใช้จ่ายที่นับกว่าถูกกว่าในสถานที่อื่นๆมากเลยทีเดียว ดังนั้นรัสเซียจึงถือเป็นอีกประเทศในการชมแสงเหนือที่ดีมากๆอีกที่หนึ่งเลย

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • เมอร์มันสค์ (Murmansk) – เมืองที่ใหญ่ที่สุดในแถบอาร์กติกของรัสเซีย
  • ยาคุตสค์ (Yakutsk) – หนึ่งในเมืองที่หนาวที่สุดในโลก และมีโอกาสเห็นแสงเหนือได้บ่อยครั้ง

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • สัมผัสอากาศหนาวสุดขั้วของไซบีเรีย ที่อุณหภูมิอาจลดต่ำถึง -50°C
  • ชมแสงเหนือในบรรยากาศที่เงียบสงบ และห่างไกลจากแสงไฟเมือง
  • การเดินทางด้วยรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ข้ามดินแดนหิมะกว้างใหญ่

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: กันยายน – มีนาคม

Aurora-Greenland

8. กรีนแลนด์ (Greenland) แสงเหนือในดินแดนน้ำแข็ง 🇬🇱
กรีนแลนด์เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดสำหรับการชมแสงเหนือ เพราะมี ท้องฟ้ามืดสนิท ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ และธรรมชาติที่ยังไม่ถูกแตะต้องมากนัก

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • คังเกอร์ลุสสวก (Kangerlussuaq) – เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้กับธารน้ำแข็งขนาดใหญ่
  • อิลลูลิทแซต (Ilulissat) – เมืองที่มีวิวแสงเหนือสะท้อนกับภูเขาน้ำแข็ง

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • ชมแสงเหนือสะท้อนบนธารน้ำแข็งขนาดใหญ่
  • สัมผัสวัฒนธรรมของชาวเอสกิโม
  • ล่องเรือผ่านธารน้ำแข็งในฤดูหนาว

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: กันยายน – เมษายน

Aurora-Scotland

9. สกอตแลนด์ (Scotland) แสงเหนือบนดินแดน High Land 🇬🇧
แม้จะไม่ใช่จุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับแสงเหนือเนื่องด้วยอากาศที่แปรปรวสนอย่างมาก แต่สกอตแลนด์เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในยุโรปตะวันตกที่สามารถมองเห็นแสงเหนือได้ในบางคืนที่ฟ้าเปิด

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • หมู่เกาะเช็ตแลนด์ (Shetland Islands) – หมู่เกาะที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของสกอตแลนด์
  • Isle of Skye – หนึ่งในสถานที่ที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดในสกอตแลนด์

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • วิวแสงเหนือที่สะท้อนบนทะเลสาบและภูเขาสูง
  • ปราสาทเก่าแก่และซากปรักหักพังของอารามในยุคกลาง
  • การเดินป่าชมธรรมชาติในบรรยากาศของสกอตแลนด์

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์

Aurora-Faroe Islands

10. หมู่เกาะแฟโร (Faroe Islands) จุดหมายปลายทางลับของนักล่าแสงเหนือ 🇫🇴
หมู่เกาะแฟโรเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่สุดในยุโรป และสามารถมองเห็นแสงเหนือได้ในคืนที่มีท้องฟ้าเปิด

📍 จุดชมแสงเหนือที่ดีที่สุด

  • เมืองทอร์สเฮาน์ (Tórshavn) – เมืองหลวงของหมู่เกาะแฟโร
  • เมือง คลาสวิก (Klaksvík) – เมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขาและทะเล

ไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด

  • ชมแสงเหนือเหนือเกาะที่เงียบสงบกลางมหาสมุทรแอตแลนติก
  • สัมผัสวัฒนธรรมของชาวแฟโร
  • การเดินเขาบนหน้าผาที่สามารถเห็นวิวมหาสมุทรสุดขอบฟ้า

ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการชมแสงเหนือ: กันยายน – มีนาคม

         จะเห็นได้ว่า…แสงเหนือไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่ถือเป็นประสบการณ์ที่ตราตรึงในความทรงจำ ไม่ว่าคุณจะเลือกชมแสงเหนือจากธารน้ำแข็งในไอซ์แลนด์ หมู่บ้านชาวประมงของนอร์เวย์ กระท่อมน้ำแข็งในฟินแลนด์ หรือบนผืนน้ำแข็งกว้างใหญ่ของกรีนแลนด์ ทุกแห่งล้วนมอบภาพอันน่าหลงใหลที่เปรียบเสมือนเวทมนตร์บนฟากฟ้า การได้เฝ้ามองม่านแสงที่พลิ้วไหวเหนือเส้นขอบฟ้า ไม่เพียงแต่ทำให้เรารู้สึกเชื่อมโยงกับจักรวาล แต่ยังทำให้หัวใจเต็มไปด้วยความอัศจรรย์ เพราะบางสิ่งในโลกนี้ต้องออกเดินทางไปสัมผัสด้วยตาของตัวเองเท่านั้น

By admin

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *